Inphono.com Inphono.com   สถิตอยู่ในใจตราบนิรันดร์ น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ สถิตอยู่ในใจตราบนิรันดร์ น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้
Home Forum
Welcome, Guest
Username Password: Remember me

นักวิจารณ์ตัวจริงผู้ไร้กาลเวลา
(1 viewing) (1) Guest
  • Page:
  • 1

TOPIC: นักวิจารณ์ตัวจริงผู้ไร้กาลเวลา

นักวิจารณ์ตัวจริงผู้ไร้กาลเวลา​ 13 Dec 2010 04:45 #237

เดี๋ยวนี้หันไปทางไหนก็จะพบแต่คำว่า “กูรู” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบ้านเรามีกูรูมากมายเหลือเกินในทุกๆ วงการ เบื่อกันบ้างไหมครับและคุณๆ ทั้งหลายเคยคิดไหมครับว่า “กูรู” ทั้งหลายที่ยกย่องกันนั้น มีกี่คนกันครับที่เหมาะสมคู่ควรกับคำๆ นี้ บางคนถึงกับอวดอ้างว่าตนเองเป็น “กูรู” จัดรายการวิทยุให้ข้อมูลแบบผิดๆ ถูกๆ ไม่อายกันบ้างหรือครับ คุณ “กูรู” นามสกุล “GOOGLE” ทั้งหลาย


แต่เมื่อหลายสิบปีก่อนนั้น ในยุคที่บ้านเรายังนิยมเล่นแผ่นเสียงกันอยู่มีนักวิจารณ์เพลงคนหนึ่ง โด่งดังมากในหมู่คนเล่นแผ่นเสียงแบบเข้าเส้นเลือดชนิดที่ว่างานเขียนของนักวิจารณ์คนนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นคัมภีร์ของนักเล่นแผ่นเสียงในยุคนั้นเลยทีเดียว นักวิจารณ์คนนี้คือ “พัณณาศิส ศิลาพันธุ์” นักวิจารณืแผ่นเสียงในคอลัมน์ “เดินตามร่อง” ของนิตยสาร STARPICS


​เป็นที่น่าเสียดายว่านิตยสาร STARPICS ได้เลิกคอลัมน์เกี่ยวกับดนตรีหลงเหลือแต่เพียงฉบับภาพยนตร์อย่างเดียวในปัจจุบัน และนอกเหนือไปจากนั้นคือ คุณพัณณาศิส ได้ยุติบทบาทในการเขียนหนังสืออย่างสิ้นเชิงก่อนที่ STARPICS ฉบับดนตรีจะปิดตัวลงก่อนหน้านั้นหลายปีด้วยเหตุผลส่วนตัว แต่ก็ยังมีแฟนๆ คอลัมน์ในยุคนั้นยังมีความหวังว่าจะได้เห็น คุณพัณณาศิสกลับมาทำงานที่เขารักอีก
​ความยอดเยี่ยมในงานเขียนของคุณพัณณาศิส ไม่ได้อยู่ที่ข้อมูลด้านดนตรี หรือข้อมูลของศิลปิน แบบที่หาใครมาเขียนได้ไม่ยาก แต่งานเขียนของเขาเจาะลึกไปถึงเบื้องหลัง ไอเดียความคิดสร้างสรรค์ที่แสดงออกในเนื้องาน คุณพัณณาศิส เคยบอกว่าอัลบั้มบางชุดเขาใช้เวลาฟังเป็นร้อยๆรอบทีเดียวก่อนจะนำมาเขียน เพราะฉะนั้นอัลบั้มบางชุดเหล่านั้นเขามีมุมมองที่กว้างไกล และหลายๆ ครั้งก็สวนทางกับกระแสตลาดความนิยม ซึ่งแม้ในปัจจุบันก็ยังไม่มีนักวิจารณ์ดนตรีท่านใดที่จะมีมุมมองความคิดได้อย่างคุณพัณณาศิส


​IN PHONO จึงถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่จะได้มีโอกาสเผยแพร่ผลงานในอดีตของคุณพัณณาศิส ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผลงานช่วงระหว่างปีพ.ศ.2526-2535จากนิตยสาร STARPICS ซึ่งได้รับอนุญาตเป็นอย่างดีจากคุณพัณณาศิส ที่อนุญาตให้เราคัดสรรผลงานของเขามาลงใน jam sessions นี้เป็นประจำ ขอขอบคุณเป็นอย่างมากครับ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้เห็นผลงานใหม่ๆ ของคุณพัณณาศิสในโอกาสต่อๆ ไป
 
VASIN
  • vasin
  • Gold Boarder
  • Posts: 189
Last Edit: 26 May 2011 01:31 by vasin.

Re: นักวิจารณ์ตัวจริงผู้ไร้กาลเวลา​ 13 Dec 2010 21:31 #261

IN THE COURT OF THE CRIMSON KING - KING CRIMSON

images.jpg


หมายเลขแผ่น – SD 19155
ราคา – ไม่ทราบจริงๆ
แนวดนตรี – Progressive & Classical Rock
โปรดิวเซอร์ – King Crimson
สังกัด – Atlantic
ออกปี – 1969


​ในปี 1969 Genesis ยังคงเป็นป้อปออกอีเล็คโทรนิค Yes แนวดนตรีเป็นเพลงหวานๆ โดยขาดจุดยืน Camel, Supertramp ฯลฯ ยังไร้จุดยืนเช่นในปัจจุบัน แล้วอยู่ดีๆ มีวงหนึ่งประกาศตนเป็นราชา เขาหยิบยื่นแนวดนตรีแนวหนึ่งให้แก่วงการจนถึงปัจจุบันคงไม่มีนักฟังเพลงคนใดที่จะปฏิเสธว่าแนวโพรเกรสซีฟ ไม่มีจริง จริงอยู่ในอดีตก่อนหน้านั้นอาจจะมีวงดนตรีที่เล่นในแนวนี้มาบ้าง เช่น The Nice แต่ว่ายังคงไม่มีวงไหน เลยที่มีแนวดนตรีโดดเด่น สวยงาม ล้ำลึก เทียบได้กับวงราชาวงนี้ ดังนั้นคงจะไม่เป็นการเกินเลยไปว่า King Crimson คือปรมาจารย์แห่งโพรเกรสซีฟ
​หรืออาจจะพูดได้อีกอย่างว่าบุคคลใดที่เคยร่วมงานกับเขา บุคคลนั้นได้รับปริญญาบัตรด้านดนตรีแล้ว ไม่นับ Robert Fripp ผู้ก่อตั้ง ซึ่งผลงานเดียวของเขาบางครั้ง ผมยังไม่กล้าที่จะซื้อด้วยซ้ำ ไม่ใช่ไม่ดี แต่กลัวว่าจะเข้าไม่ถึง (และถ้ามีคนขอมาจะนำมาพูดถึงให้ฟัง) King Crimson ได้สร้าง John Wetton, David Cross, Ian McDonald, Greg Lake ฯลฯ ใช่แต่นักดนตรีฝีมือเยี่ยมเท่านั้นเขายังได้สร้างเพลงร็อคคลาสสิคขึ้นมา ไม่ใช่เพียงแค่เพลงสองเพลงแต่มีอยู่ในทุกแผ่นของเขาเลยก็ว่าได้ (ไม่นับยุคใหม่ที่เล่นในแนวโพรเกรสซีฟ เร้กเก้ แต่จะพูดเช่นนั้นก็ไม่ได้ เพราะว่าพวกเขาเปลี่ยนแนวแทบทุกชุด) ผลงานเพลงอมตะของเขาก็เช่น Easy Money, Larks’ Tongues In Aspic, In The Wake Of Poseidon ฯลฯ
​แฟนๆ เดินตามร่องคงจำกันได้ผมสัญญาจะนำแผ่นชุด IsLands ของเขามาเขียน ผมขยับจะเขียนมา 8 เดือนแล้ว แต่ไม่กล้าครับ ดนตรีฟังยากจริงๆ ใครก็ตามที่เริ่มฟังโพรเกรสซีฟ อย่าคิดไปเริ่มจากชุดนี้เลยครับ เพราะถ้าคุณไม่ชอบคุณจะสาบส่งแนวดนตรีนี้กันเลย ผมฟังโพรเกรสซีฟมาจนถึงปัจจุบันเป็นเวลา 10 ปีกว่าๆ ผมยังว่าชุดนี้ยากเลย แต่ผมมีเหตุผลที่ว่าถ้าจะเริ่มฟัง โพรเกรสซีฟแบบ King Crimson ควรเริ่มจากชุด In The Court Of Crimson King นี้ครับ


​ในความคิดเห็นของนักวิจารณ์เมืองนอก เขาบอกว่า King ได้มาถึงจุดสุดยอดแล้วจากชุดแรกนี้ แต่ Robert Fripp (King Crimson) ได้พิสูจน์ออกมาว่าเขาสามารถสร้างแนวดนตรีที่ดีได้ไม่มีวันหมดสิ้น แต่ในตอนนี้จะไม่พูดถึงแผ่นต่อๆ มาของพวกเขา แต่จะพูดถึงแต่ชุด Crimson King นี้เท่านั้น แต่ก็ต้องเกริ่นประวัติกันนิดหน่อย เพราะนี้เป็นแผ่นที่ฟังยาก ต้องสร้างพื้นฐานให้แก่คนที่อยากฟังจะได้พอเข้าใจอะไรกันบ้างและขอออกตัวว่าที่จะพุดนี้ แค่ยุคแรกของเขาเท่านั้น
​King Crimson มีลักษณะแปลกอยู่อย่างคือ เนื้อเพลงทั้งหมดและทำนองในบางครั้ง Pete Sinfieldเป็นผู้ประพันธ์ โดยไม่เล่นดนตรีเลย แต่มีเครดิตเป็นหนึ่งใน King Crimson แต่ต้องพูดกันตรงๆเลยว่าถึงคุณจะเก่งภาษาคุณแปลเนื้อร้องออก ใช่ว่าคุณจะเข้าใจความหมายจริงๆ ก็หาไม่ เพราะพี่ท่านรู้สึกจะเล่นถ้อยคำที่กำกวมในความกำกวม (เรียกว่ากำกวมยกกำลังสองครับ) ในที่นี้หมายความว่าคุณจะต้องมีความคิดที่โลดแล่นหน่อยนะครับ และถ้าเป็นผู้ที่สนใจในความหมายของรูปธรรมและนามธรรม คงเข้าใจความหมายได้ดีขึ้น มีแผ่นที่ต้องตีความหลายชุด ซึ่งผมตีความให้คุณฟังเช่น Aqualung, Dark Side ฯลฯ แต่สำหรับชุดนี้ขอออกตัวว่าจะผ่านเรื่องความหมายนะครับ เพราะบอกจริงๆว่ายากจริงๆ ใจจริงกลัวครับว่าจะผิด แค่จับชุดนี้มาเขียนก็กล้าแล้วครับ เพราะดนตรีของเขาเป็นไปในรูปแบบของการสอดใส่อารมณ์ เข้าไปสู่กระแสวังวนของดนตรีที่บ้าคลั่ง ซึ่งคล้ายลักษณะของดนตรีแจ๊ส แต่เป็นในลักษณะของ Fusion แต่นั่นเป็นลักษณะแฝง ลักษณะเด่นชัดคือ โพรเกรสซีฟ และคลาสสิคคัลครับ

21st century Schizoid Man Including Mirrors นี่เป็น 1 ในเพลงอมตะของพวกเขา อาจจะพูดได้ว่า ถ้าใครเป็นแฟนเพลงของเขาต้องรู้จักเพลงนี้ครับ ดูลวดลายการใช้กีตาร์ของ Fripp ว่าหนักหน่วงรุนแรงขนาดไหน แต่พอคิดๆ ไปจะไม่พูดถึงความหมายของบทเพลงคุณผู้อ่านก็อาจจะไม่เข้าใจเพลงทุกเพลงในที่นี้เกี่ยวข้องกับมนุษย์เป็นการมองมนุษย์ในแง่ของผู้ประพันธ์ ซึ่งเพลงเริ่มต้นนี้ เขาหมายความถึงการเป็นกระจกส่องเงาของมนุษย์ในอนาคตนะ หลายๆ คนฟัง King Crimson เพลงนี้ เพลงแรกอาจจะทนฟังไม่ได้เลย แต่ถ้าฟังกันต่อไปทั้งชุดคุณจะเห็นว่าเขามีจุดเริ่มต้นและจบที่สวยงามมาก
​I Talk To The Wind เป็นเพลงที่ตามมา ถ้าคุณฟังเฉพาะเพลงจะไม่เห็นถึงความกลมกลืน เพราะเพลง 21st Century นั้นหนักหน่วงแต่ I Talk กลับนิ่มนวลจริงๆ ถ้าจำไม่ผิดรายการ Top Teen Talent รู้สึกจะเปิดเพลงนี้บ่อย เนื้อร้องก็คล้ายกับชื่อเพลงล่ะครับ “อันตัวข้ากำลังคุยกับสายลม” คล้ายๆ กับจะบอกว่า ถ้าคนเราได้ทำในสิ่งใดลงไป แต่ถ้าไม่มีใครมองเห็นผลดีของสิ่งนั้นแล้วการกระทำสิ่งนั้นจะมีคุณค่าอะไรบ้างไหม จากประโยคในบทเพลงที่ว่า
​“I talk to the wind The wind does not hear The wind cannot hear”


​คนที่เป็นแฟนเพลงของ ELP คงรู้จักแผ่นประวัติศาสตร์ของเขาดีในชุด Tarkus ,Greg Lake ยืมบทเพลง Epitaph ในช่วงสุดท้ายไปใช้ในช่วงเพลง Battle Field (จำไม่ได้ว่าชุด Tarkus มีเพงนี้ไหม แต่ในชุดการแสดงสดมีครับชุด Welcome Back ฯลฯ) เราอาจจะพูดได้ว่าบทเพลงของ King เป็นบทเพลงที่ไม่ตาย ซึ่งถ้าคุณได้ฟังตอนขึ้นต้นของเพลงนี้ อาจจะทำให้คุณนึกถึงวง Moody Blues ขึ้นมาทันที แต่คุณต้องจำให้ดีนะครับชุดนี้ออกปี 1969 เพลงนี้เป็นลักษณะของคลาสสิคคัลร็อค อย่างเห็นได้ชัด “คำจารึกบนหลุมศพ” เพลงนี้เราๆ ซึ่งเป็นคนไทยคงจะไม่ซาบซึ้งไปกับเนื้อร้องของเขาเท่าไหร่นัก เพราะวัฒนธรรมซึ่งค่อนข้างจะแตกต่างกันไป
​ถ้าเข้าใจไม่ผิด 3 เพลงจากหน้า 1 นี้ เป็นบทเพลงที่ช่วยขยายความภาพหน้าปก ในตอนที่มนุษย์ยังคงมีชีวิตอยู่มนุษย์ต้องพบกับความรู้สึกรัก สุข เศร้า หรืออะไรก็แล้วแต่ในความรู้สึกของความเป็นมนุษย์อย่างที่เราๆ ท่านๆ ต่างมีความรู้สึกของมนุษย์ปุถุชนทั่วไป แต่จากเนื้อเพลงและภาพในหน้าปกแล้วรู้สึกว่า King มองโลกในแง่ร้าย เพราะคุณลองดูภาพหน้าปกแผ่นซิครับ เพราะผมคงคัดลอกเนื้อเพลงทั้งหมดลงไม่ได้แน่นอนดูสายตาที่หวาดระแวง หวาดผวา การใช้โทนสีแดงเป็นภาพใบหน้าของมนุษย์ผู้นั้นซิครับว่า มนุษย์ผู้นั้นมีความรู้สึกที่เป็นสุขไหม ถ้าคุณสร้างอารมณ์คล้อยตามได้ ผลงานในหน้าแรกนี้ก็คงไม่ยากเท่าไหร่หรอกครับ


ชุดนี้หน้าปกเปิดได้ ภาพในของชุดนี้จะเป็นรูปใบหน้าของมนุษย์แต่ใบหน้าอิ่มเอิบมีรอยยิ้ม เต็มไปด้วยความสุข แต่ถ้าคุณสังเกตดูตรงฟันจะเห็นได้ว่าบุคคลผู้นี้มีเขี้ยวที่น่ากลัว ซึ่งตรงกับลักษณะของเพลง Moonchild (หน้าสองเพลงแรก) จุดเด่นของเพลงนี้อยู่ในช่วงบรรเลงซึ่งเป็นบรรยากาศของการแปรปรวนของอารมณ์ของมนุษย์โดยใช้เครื่องเพอร์คัสชั่น (เครื่องเคาะจังหวะ) อันเป็นฝีมือของ Michael Giles (เป็นเพื่อนเก่าของ Fripp ก่อนจะตั้ง King Crimson เคยออกแผ่นกับ Fripp มาก่อนด้วย) ซึ่งจะพูดไปแล้วแผ่นนี้ทุกๆ คนมีโอกาสแสดงฝีมือออกมาได้ไม่น้อยหน้าซึ่งกันและกัน
​และปิดท้ายชุดนี้ด้วยเพลง The Court Of The Crimson King เขาก็กลับสู่แนวคลาสสิคคัล ร็อค อีกครั้ง ผมชื่นชอบจริงๆ เพราะไม่มีการเอาวงออเครสตร้ามาบรรเลงเลย แต่ทำได้ยิ่งใหญ่จนไม่นึกว่าคนเพียงแค่ 4 คน (เล่น) สามารถสร้างความยิ่งใหญ่ถึงขนาดนี้ McDonaldรู้สึกว่าจะถนัดเพลงหวานๆ เช่นนี้เป็นพิเศษ เป็นที่น่าแปลกใจว่าทำไมเมื่อเขาอยู่กับ foreigner จึงไม่ประพันธ์ดนตรีดีๆ ขึ้นมา จนต้องถูกไล่ออกจากวงไปทั้งๆ ที่มีฝีมือของเขาไม่เป็นสองรองใครเลย
​ลักษณะของเพลง The Court Of The Crimson King นี้มีส่วนคล้ายคลึงกับเพลง Epitaph (สมมุติ) ถ้าได้ฟังต่อกันไปเลยคนฟังอาจจะนึกว่าเป็นเพลงเดียวกันไปเลยก็ได้ ลักษณะในการทำเพลงที่มีท่วงทำนองคล้ายคลึงกันนี้ Genesis เคยนำไปใช้ (ไม่ทราบว่าหยิบยืมความคิดกันหรือเปล่า) ครั้งหนึ่งในแผ่น A Trick Of The Tail มาแล้ว
​จะเห็นได้ว่า King Crimson ได้สร้างรูปแบบของดนตรีดีๆ ในหลายรูปแบบไว้ในชุดเดียวเท่านั้นเอง จะไม่พูดว่าพวกเขาหาแนวทางออกให้กับชุดต่อๆ ไปเช่นไร เช่นชุด In The Wake Of Posseidon เพราะโอกาสข้างหน้าคงได้นำชุดต่างๆ ของเขามาแนะนำอีก ผลงานพวกนี้เป็นผลงานที่ไม่ตาย แต่ต้องขอทิ้งช่วงไว้เล็กน้อย (เล็กน้อยในที่นี้สำหรับผมอาจจะหมายถึงยาวนานสำหรับคนอ่าน) เพราะยังมีแผ่นดีๆ อีกมากมายที่จะมาเปิดโลกทรรศน์ให้คุณครับ


​ในเมืองนอก I Talk To The Wind เป็นอีกเพลงหนึ่งที่เขาถือว่ายิ่งใหญ่มากสำหรับ King Crimson, McDonald ได้รับยกย่องมากในฐานะผู้ประพันธ์ แต่ไม่เคยได้รับยกย่องในฐานะผู้เล่นคีย์บอร์ดเลย เพราะแนวทางดนตรีจริงๆ นั้น Fripp เป็นผู้สร้างเทคนิคการเล่นกีตาร์แปลกๆ ขึ้นมา (21st Century) Lake เป็นผู้ร้องเพลงได้เข้าถึงวิญญาณแห่งอารมณ์ที่สุด เพราะหลังจากเขาออกไปเพลงของวงนี้ขาดความหวานลงไปมาก Giles เป็นผู้เบิกวิถีทางของผู้เล่นเพอร์คัสชั่นขึ้นมา แต่ในฐานะมือกลอง เขาไม่สามารถเปล่งรัศมีออกมาได้เต็มที่ สำหรับ sinfield ไม่ต้องพูดถึงว่าเนื้อร้องของเขายิ่งใหญ่ขนาดไหน
​ตามความจริงผมอยากจะอธิบายถึงเพลงต่างให้ละเอียดและให้เข้าถึงกว่านี้ แต่ติดขัดตรงหน้ากระดาษมีจำกัด จะสรุปให้ฟังง่ายๆว่า ผู้ที่ชอบฟังโพรเกรสซีฟหรือคลาสสิคคัลสมควรหาผลงานชุดนี้มานั่งฟัง เพราะแนวดนตรีสมัยปัจจุบันยากกว่านี้ตั้งหลายเท่า และสำหรับผู้ที่สนใจในเนื้อร้องแปลแล้วตีความหมายไม่กระจ่างก็ไม่ต้องไปแคร์อะไรมากนัก เพราะคนหลายคนที่เขาเก่งๆ ก็ตันและจนแต้มมาแล้ว ถ้าคุณมีความเข้าใจต่อบทเพลงของเขาเช่นไรในด้านความหมาย ผมคิดว่าความคิดของคุณไม่ผิดหรอกครับ เพราะพี่ท่านเล่นถ้อยคำกำกวมเหลือเกิน เพราะสาเหตุนี้ผมจึงไม่กล้าขยายบทเพลงของเขามากนัก แต่ที่แน่ๆ เนื้อร้องของเขาพูดถึงมนุษย์นะครับ

Side 1
1. 21st CENTURY SCHIZOID MAN including mirrors (7.21)
2. I TALK TO THE WIND (6.08)
3. EPITAPH including MARCH FOR NO REASON and TOMORROW AND TOMORROW (8.52)

Side 2
1. MOONCHILD including THE DREAM and THE ILLUSION (12.15)
2. THE COURT OF THE CRIMSON KING including THE RETURN OF THE FIRE WITCH and THE DANCE OF THE PUPPETS (9.25)
  • vasin
  • Gold Boarder
  • Posts: 189
Last Edit: 26 May 2011 01:55 by vasin.

Re: นักวิจารณ์ตัวจริงผู้ไร้กาลเวลา​ 13 Dec 2010 21:53 #263

นี่คือเศษขยะ
90125 - Yes


imagesCAIGSQWT.jpg


หมายเลขแผ่น – 90125
แนวดนตรี – Dance Music
สังกัด – Atco
โพรดิวเซอร์ – Trevor Horn
ออกปี – 1983


มีหลายคนมองความหมายของคำว่าดนตรีที่มีชื่อเรียกกันว่า “โพรเกรสซีฟ” คือดนตรีชั้นสูงที่คนธรรมดาสามัญทั่วไปนั้น เขาไม่มานั่งฟังกัน ก็อาจจะเหมือนคนที่มองว่าดนตรีคลาสสิคนั้นคือดนตรีที่ถูกสร้างขึ้นมาสำหรับคนอีกระดับหนึ่งที่ไม่ใช่สามัญชนทั่วไปจะมานั่งฟังกันเพื่อความบันเทิงในอารมณ์ความเป็นจริงก็น่าจะเป็นเช่นนั้น แต่ความจริงหาใช่เช่นนั้นไม่ ดนตรีก็เป็นเอ็นเตอร์เทนอย่างหนึ่ง รูปแบบของเอ็นเตอร์เทนนั้น ก็น่าจะเป็นเพื่อความบันเทิง แต่ในความบันเทิงนั้นจะต้องมีบางสิ่งบางอย่างที่ถูกสร้างกันขึ้นมา เพื่อแฝงเร้นความเป็นจริงอะไรบางอย่างลงไป โพรเกรสซีฟเป็นรูปแบบที่ใกล้เคียงที่สุดที่จะเสนอและสนองสิ่งเหล่านี้ออกมา ดังนั้นคนที่คิดว่าจะฟังดนตรีเช่นนี้เพื่อความไพเราะ และดึงความไพเราะที่แฝงเร้นกันออกมา ก็อาจจะต้องเป็นคนที่มีพื้นฐานในการฟัง หรือศึกษาดนตรีมาไม่น้อยเหมือนกัน แต่กฎเกณฑ์ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีข้อยกเว้น นั่นก็คือถ้านักดนตรีมือถึงกันจริงแล้วดนตรีโพรเกรสซีฟอาจจะถูกระบบคอมเมอร์เชี่ยลแฝงกันเข้าไปได้ เพื่อความกลมกลืนของอารมณ์และความรู้สึก วงโพรเกรสซีฟดังๆ ส่วนมากจะมีลักษณะเช่นนี้เสมอ ที่เขียนมาในตอนนี้หาได้บังอาจดูถูกและดูหมิ่นวงโพรเกรสซีฟวงโปรดของคุณ หรือของผมด้วยประการทั้งปวงก็หาไม่ อย่าพูดว่าดนตรีทุกอย่างคือศิลปะล้วน แม้กระทั่งดนตรีคลาสสิคเองก็ตาม อย่าบอกว่าไม่มีธุรกิจเข้ามาเกี่ยวข้อง ตราบใดที่มนุษย์คือปุถุชนที่มีหิว มีกระหาย มีโกรธ มีโลภ มีหลง มนุษย์ยังมีความต้องการบางสิ่งบางอย่างที่เป็นสิ่งตอบแทนงานที่ตนลงทุนลงแรงไปทั้งนั้น แต่บางสิ่งบางอย่างนั้นหาจำเป็นต้องเป็นเงิน เศษกระดาษที่สามารถเสกอะไรมาก็ได้ เมื่อจำนวนเศษกระดาษนั้นมีจำนวนมากน้อยขนาดไหน


​นักดนตรีโพรเกรสซีฟถูกตราตรึงกันเอาไว้ว่าเป็นผู้ทำดนตรีพ้นสมัยที่ต้องอาศัยจินตนาการ ความล้ำลึกของอารมณ์ และฝีมือที่แสดงออกมา ฯลฯ เยส เป็นหนึ่งในวงนั้น ดนตรีของเยสที่ทำกันออกมาเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับคำพูดของโจน แอนเดอร์สัน ที่ได้พูดเอาไว้ว่า “เพลง And You And I เป็นความสำเร็จที่ไม่คาดฝัน ทั้งนี้เพราะดนตรีที่ทำกันออกมานั้น เป็นการเรียงคอร์ดกันด้วยความบังเอิญเป็นความง่ายที่ไม่ได้คาดคิดกันว่าจะมีความล้ำลึกอะไรกันออกมา... “And You And I อาจจะเป็นความบังเอิญจริงก็ได้แต่เพลงอื่นที่ถูกสร้างขึ้นเป็นเช่นนั้นจริงหรือ เพลง America บทกวีเก่าอันเป็นเพลงฮิตของพอล ไซมอน ที่เยสนำมาเรียบเรียงเสียใหม่ จนไม่เหลือเค้าของเดิมเอาไว้แล้วขยายบทเพลงออกไป จนมีความยาวถึง 10 นาทีกว่าๆ นั่นเป็นการโอ้อวดว่าตนเองสร้างดนตรีเพื่อความผิดมนุษย์มนา เพื่อความโด่งดังของตนเองเช่นนั้นหรือ ความบันดาลใจที่ได้เห็นทัศนียภาพระหว่างโลกตะวันออกกับตะวันตกว่ามีความแตกต่างกันนั้นเป็นเหตุที่ทำดนตรีออกมาในชุด Tales From Topographic Oceans แผ่นคู่ที่มีเพียง 4 เพลงเท่านั้น แต่ละเพลงมีความยาวเกือบยี่สิบกว่านาทีนั้นเป็นเพราะเหตุอะไรเพราะอยากจะให้คนที่ไม่เคยฟังเอ่ยปากกันออกมาว่า “ไอ้วงนี้มันบ้า” คนที่เอ่ยปากเป็นคนไทยคนหนึ่งที่เคยอยู่ในวงการเพลง เอ่ยปากว่าผลงานเช่นนี้ออกมาทั้งที่ยังไม่เคยฟังผลงานวงนี้เลย ไม่ทราบว่าใครบ้ากว่าใคร แล้วไอ้ผลงานเดียวของสมาชิกแต่ละคนที่มีลักษณะของดนตรีคลาสสิคออกมานั้นเป็นเพราะอะไร ไม่ต้องไปมองอื่นไกลผลงานของตัวโจนเองก็ตาม ไม่ว่าจะเป้นผลงานเดียวหรือร่วมกันแวนเจลิส แล้วทำดนตรีออกมาให้สร้างจินตนาการ ทำออกมาทำไม เมื่อตนเองสร้างผลงานที่ทรยศต่อตนเองออกมา อย่าไปดูถูกผลงานเก่าซิครับ เห็นแก่เงินก็เห็นไป ก็อย่างที่ Steve Howe พูดเอาไว้ว่า “วงนี้มองเห็นเงินล้านอยู่ข้างหน้า” จะเป็นคำพูดประชดประชันหรืออะไรก็ตามที แต่มันคือความจริง ดูอย่างง่ายๆนะครับ ตอนแรกวงนี้บอกว่าจะใช้ชื่อวง Cinema แต่ไม่สามารถใช้ได้ เพราะมีวงชื่อนี้อยู่แล้ว และโจนก็บอกว่าจะไม่ร้องเพลงให้กับวงใดนอกจากวงเยสแต่การตั้งชื่อวงไม่น่าจะเป็นปัญหา แค่มี่วงที่ชื่อซีเนมาอยู่แล้ว ใช้ชื่อวงอื่นก็ได้ ชื่อคนตายมีเป็นพัน ลองไปหาที่หลุมศพซิครับ บางทีอาจจะได้ชื่อวง Selfish ก็ได้ แล้ววงรุ่นน้องทั้งหลายที่หาชื่อวงเองอย่าง Pallas, Marillion นั้นเขาคิดกันออกมาได้อย่างไรครับ สงสัยสมองของคนที่อายุมาก อาจจะเต็มไปด้วยขี้เลื่อยที่มากขึ้นตามอายุก็ได้ ใครจะไปรู้ เพราะเท่าที่ผมทราบมาคนที่อายุมากขึ้น ที่มีการศึกษามากขึ้นก็ฉลาดตามลำดับไม่ยักกะทราบว่าปัจจุบันเรื่องนี้จะเป็นในทางตรงกันข้ามเช่นนี้ แล้วเมื่อใช้ชื่อวงเยส ก็ไม่ได้ผิดอะไรหนักหนา แต่สมาชิกเก่า 4 คนนั้นไม่ทราบหรือครับว่าดนตรีของเยสรุ่นเก่าๆ นั้นเขาเป็นเช่นไร


​เมื่อตนเองใช้ชื่อวงที่ถูกตราเอาไว้แล้วว่าเป็นเช่นไร การเปลี่ยนแนวดนตรีนั้น หาใช่สิ่งที่ผิดไม่ แต่สิ่งที่ผิดคือ การเห็นอาจมเป็นดอกบัว (ไม่อยากใช้คำว่ากงจักร) ดนตรีในแนว Dance Music ไม่ใช่อาจม เพราะดนตรีเช่นนี้ที่ดีมีมากมาย แต่การสร้างผลงานออกมาแล้วไม่มีภูมินั้นคืออาจม คนฟังดนตรีทั่วไปจะมีความรู้สึกเช่นไร เมื่อเห็นนักร้องเช่น เอียน กิลแลน ออกมาร้องเพลงวอนหาคู่ สุเทพ วงศ์กำแหงออกไปขยับตะโพกร้องเพลงของเอลวิสมันตลก และไม่ใช่แค่ตลกอย่างเดียวเท่านั้นยังชวนสมเพชด้วย ฉันใดฉันนั้น มันก็เหมือนวงเปลือกนอกที่งดงามด้วยรูปแบบ ออกผลงานมาทำลายผลงานเก่าๆ ในอดีตเช่นนี้ ในสมัยก่อนที่คนฟังดนตรีของเยสเขาไม่ได้ฟังเพียงแค่เป็นการฟังอย่างเดียว แต่ในความทรงจำของเขามีความรู้สึกว่าดนตรีที่เขาฟังนั้นมีอะไรแทรกเอาไว้ เขาอาจจะมองหาสิ่งที่เขาสัมผัสยังไม่เจอ แต่เขาก็มีเซ้นส์ที่จะทราบว่าดนตรีที่เขาฟังนั้นมีอะไรแฝงอยู่ ดนตรีของเยสแม้ว่าจะมีความด้อยค่าในความเป็นเยสจากชุด Tormato หรือ Drama แต่ก็ยังมีคุณค่าพอที่จะคิดว่านี่เป็นผลงานของวงที่ชื่อว่าเยส แต่ดนตรีในชุดนี้เป็นแค่ความไพเราะชั่วครู่ชั่วยาม คนที่กำลังดิ้นอยู่ในดิสโก้เธค ที่ชอบดนตรีอาจจะทราบว่านี่เป็นผลงานของวงเยส แต่เป็นความทรงจำที่ชั่วครู่ชั่วยาม ที่เขากำลังขยับแข้งขยับขาเท่านั้น พอจบเพลงอย่างมากก็อาจจะบอกว่า “เพลงนี้บีทแม่งมัน” แต่จะไม่มีคำพูดที่ว่าเพลงนี้มีอะไรบางอย่างแฝงเอาไว้ แล้วจะไม่มีความรู้สึกว่าจะเป็นดนตรีที่ถูกตอกตราตรึงกันลงไปในส่วนลึกของคนฟัง


​พูดถึงดนตรีชุดนี้ทำไม พูดถึงบทเพลงชุดนี้ไปทำไม พูดถึงชุดนี้ไปทำไม เมื่อคนเขียนกล้าหยิบอาจมขึ้นมาดม แล้วรู้สึกว่ากลิ่นอาจมนั้นเป็นเช่นไร ทำไมคนเขียนจะต้องมานั่งบรรยายว่าอาจมที่หยิบขึ้นมาดมนี้มันชวนสะอิดสะเอียนขนาดไหน เพื่อที่คนอ่านจะสะอิดสะเอียนไปกับคนเขียนด้วยเช่นนั้นหรือ ผู้เขียนอยากจะบอกว่าถ้าไม่อยากรู้สึกว่าน่าสะอิดสะเอียนแค่ไหน ก็อย่าฟังผลงานเก่าของเขา ไม่ว่าจะเป็น Fragile, Close To The Edge, Tales From Topographic Oceans, Going For The One และขอโทษทีอย่าแค่ฟังเฉยๆ แล้วบอกว่าฟังนะครับ การฟังในที่นี้คือฟังแล้วคิด ฟังแล้วศึกษา วันนี้ไม่รู้เรื่องไม่เป็นไร พรุ่งนี้ก็ยังมี พรุ่งนี้ของพรุ่งนี้ของพรุ่งนี้ก็ยังมีต่อไปเรื่อยๆ แล้วบางทีดนตรีที่หลายคนบอกว่าฟังยากฟังเย็นนั้น คือดนตรีง่ายๆ แล้วเมื่อคุณมีความรู้สึกว่าดนตรีในชุดเก่าๆ ของเยสนั้นเป็นเช่นไรแล้วก็เมื่อนั้นละครับที่คุณจะทราบว่าดนตรีในชุดนี้คืออาจม คือเศษขยะของเศษขยะในกองขยะนั้นมีความหมายกันเช่นไร


​แต่ถ้าคุณฟังแล้วไม่มีความรู้สึกว่าชุดเก่าๆของเยสนั้นเพราะตรงไหน แม้ว่าจะพยายามฟังแล้ว อย่าไปฝืนใจฟังครับ ไม่ได้หมายความว่าคุณหูไม่ถึง แต่อาจเป็นเพราะรสนิยมของคุณไม่ต้องกับดนตรีเช่นนี้ก็ได้ จำไว้ง่ายๆ ดนตรีไม่ใช่ฟังเพื่อโอ้อวด ดนตรีก็เป็นแค่ความบันเทิง แม้ว่าความบันเทิงนั้นอาจจะมีสิ่งแฝงเร้นอะไรก็ตาม แต่เมื่อจะเอาความบันเทิงกันแล้ว ความพึงพอใจส่วนบุคคลจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากกว่าสิ่งอื่นใด
​อย่างที่เคยบอกกันไว้ว่านักฟังเพลงโพรเกรสซีฟไม่มีคำว่าพอสำหรับวงดนตรีที่ถูกตราประทับว่าเป็นแนวดนตรีเช่นนี้ แต่ในคราวนี้เยสหาได้ให้แม้กระทั่งหนึ่งส่วนเลย และความมีค่าในดนตรีชุดนี้ โดยที่ไม่ได้คำนึงว่าเป็นแนวไหน ก็พุ่งประเด็นกันไปในด้านการค้าทั้งนั้น


ไม่พูดอะไรต่ออีกแล้วสำหรับชุดนี้ นอกจากจะบอกว่า การที่คนมีอายุมากขึ้นแล้วจะนำกันมาเป็นข้ออ้างสำหรับการทำงานที่ทรยศต่อสิ่งที่ตนทำมาในอดีตนั้น ก็อาจจะอ้างกันได้ แต่คนเช่นนี้คบไม่ได้ เพราะแม้กระทั่งตัวเอง ก็ยังไม่มีความซื่อสัตย์ต่อตนเอง แล้วจะมาซื่อสัตย์ต่อใครครับ


​อันที่จริงคราวนี้ควรจะเป็นคิวของแผ่นเยสชุดเก่าชุด Tales From Topographic Oceans หรือ Relayer ซึ่งถึงคิวแล้ว แต่เมื่อเห็นว่าชุดนี้ ก็มีคนขอกันมาพอสมควร ก็เลยจับมาเขียนเท่านั้นเอง ไม่เคยคิดจะเขียนถึงชุดนี้เพื่อมุ่งหวังว่าจะเป็นการตีหรือการทำลาย แต่ที่เขียนถึงก็อยากจะบอกว่าการที่จะพูดถึงวงระดับพระกาฬนั้น ไม่ใช่มุ่งประเด็นกันไปในแค่ผลงานที่จะฟังเท่านั้น แต่ต้องคำนึงถึงผลงานเก่าๆ ด้วยและไม่ใช่เพียงแค่อ่านทราบว่าผลงานเก่านั้นเป็นเช่นไร แต่ต้องฟังแล้วศึกษาด้วย อย่าที่บอกกันไว้ในช่วง Addition ฉบับที่แล้ว การเขียนแผ่นนี้อาจจะไม่เคลียร์ในหลายๆด้าน แต่อย่างน้อยผู้อ่านก็น่าจะลองหัดทำการบ้านกันสักเล็กน้อย เมื่อมีความสนใจกระทั่งอ่านถึงคอลัมน์ที่เขียนถึงเพลงสากลกันเช่นนี้แล้ว

Side 1
1. Owner Of A Lonely heart
2. Hold On
3. It Can Happen
4. Changes

Side 2
1. cinema
2. Leave It
3. Our Song
4. City Of Love
5. Hearts
  • vasin
  • Gold Boarder
  • Posts: 189
Last Edit: 26 May 2011 02:20 by vasin.

Re: นักวิจารณ์ตัวจริงผู้ไร้กาลเวลา​ 13 Dec 2010 23:24 #264


Re: นักวิจารณ์ตัวจริงผู้ไร้กาลเวลา​ 13 Dec 2010 23:58 #266

"ว่าจะเลี่ยงไม่โชว์เพลงนี้ในอัลบั้ม แต่อดไม่ได้จริงๆ เพราะของเขาดีจริง...ก็เลยต้องโชว์....ฮิ ฮิ"



King Crimson - I Talk to the Wind
Last Edit: 14 Dec 2010 00:12 by Melanie.

Re: นักวิจารณ์ตัวจริงผู้ไร้กาลเวลา​ 24 Dec 2010 05:04 #971

ในปี 1970 "In the Wake of Poseidon " คือชื่ออัลบั้มชุดที่ 2ของ KING CRIMSON ยอดตำนานแห่งวงการ"Progressive rock" มี single เพลงดังอย่าง "Cat Food"......



In_the_Wake_of_Poseidon1.jpg

Re: นักวิจารณ์ตัวจริงผู้ไร้กาลเวลา​ 24 Dec 2010 05:07 #972

KING CRIMSON - CAT FOOD




Re: นักวิจารณ์ตัวจริงผู้ไร้กาลเวลา​ 06 Jan 2011 23:41 #1505

เยี่ยมครับ

Re: นักวิจารณ์ตัวจริงผู้ไร้กาลเวลา​ 07 Jan 2011 00:03 #1507

ขอบคุณแทนคุณพัณณาศิสด้วยครับ

  • vasin
  • Gold Boarder
  • Posts: 189

Re: นักวิจารณ์ตัวจริงผู้ไร้กาลเวลา​ 24 Feb 2011 21:33 #4659

ขอบคุณคุณvasin มากครับ
ที่อุตส่าห์พยายาม นำผลงานที่ไร้กาลเวลาของคุณพัณณาศิส ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง
ไม่ทราบว่า พี่เขายังอนุญาตให้ลงมาเรื่อยๆ ไหมครับ
เล่นลงมายั่วลิ้นให้หิว..

Re: นักวิจารณ์ตัวจริงผู้ไร้กาลเวลา​ 26 May 2011 00:18 #10295

images-20110525.jpg


jimi hendrix's experience - electric ladyland
แนวดนตรี - ร็อค ( เฮฟวี่, ไซคีเดลิค ร็อค )
โปรดิวเซอร์ - jimi hendrix
สังกัด reprise records
ออกปี - 1968
ที่จริงแผ่นชุดนี้ตกลงใจจะนำมาเขียนตั้งนานแล้ว แต่ไม่มีโอกาสและจังหวะเลย พอมีโอกาสมาถึงก็ทำตามสัญญาที่ให้ไว้กันเลยนะครับ
ผมไม่จำเป็นต้องสาธยายถึงประวัตือันเกริกเกียรติเกรียงไกรของเขาใช่ไหมครับ hendrix เป็นศิลปินคนหนึ่งที่มีลักษณะของคำว่า "ทุกขลาภ"
ในตัวเอง เขาสูญเสียชีวิตของตัวเองในขณะที่เขากำลังรุ่งโรจน์ถึงขีดสุด ดังนั้นความสามารถของเขาจึงฝังอยู่ในความทรงจำของคนรุ่นเก่าๆ
ร่วมสมัยเดียวกับเขาว่า เขาคือหนึ่ง และความรู้สึกนั้นก็ได้ถ่ายทอดมายังคนรุ่นหลัง ไม่ว่าจะมือกีตาร์กี่สิบคนกี่ร้อยกี่พันที่ผุดเกิดขึ้นมาไม่สามารถมีรัศมีเทียบเท่ากับเขาได้เลย หรือมือกีตาร์ร่วมสมัยเดียวกับเขา ไม่ว่าจะเป็น clapton , beck และ...หมายความว่าฝีมือกีตาร์ของพวกเขาเหล่านั้นสู้ hendrix ไม่ได้เช่นนั้นหรือ ในสายตาของผม เปล่าเลย ถ้าเทียบผลงานแห่งความรุ่งโรจน์ด้วยกัน hendrix นั้นน่าจะมีภาษีดีกว่าในความเป็นเลิศทางด้านกีตาร์ แต่ถ้าเขาไม่สูญเสียชีวิตในขณะรุ่งโรจน์ อะไรคือแนวดนตรีที่จะเป็นทางออกให้กับเขา แน่นอนถ้าเขายังคงมี
ชีวิตอยู่ เขาอาจจะขยายขอบเขตแนวดนตรีออกไปก็ได้ หรือในทางตรงกันข้าม แนวดนตรีของเขาอาจจะตันเอาดื้อๆก็ได้ แต่เพราะนี่คือสิ่งที่
เขาพิสูจน์ไม่ได้ใช่ไหมครับ... hendrix จึงเป็นเลิศตลอดกาล
ที่เขียนเช่นนี้ไม่ใช่การว่าคนตายและชมเชยคนตาย แต่พูดถึงความที่น่าเป็นไปได้ ว่าให้คุณผู้อ่านคิดในแง่มุมกลับดูบ้าง บางครั้งถ้าคุณได้ฟัง
เพลงของเขา คุณก็จะได้ชื่นชมในความสามารถของเขา ไม่ใช่ชื่นชมในความฝังใจของเขาที่ถูกถ่ายทอดลงมาทีละรุ่น ไม่ใช่จากปากต่อปาก
แต่ควรจะเป็นจากใจสู่ใจ
แผ่นชุดนี้ตอนออกครั้งแรกหน้าปกแผ่นไม่ใช่อย่างนี้นะครับ เป็นรูปผู้หญิงเปลือยอก และก็ไม่ใช่เป็นวัยกระเตาะแบบแผ่นของ blind faith
และก็ไม่มีการเอามือมาปิดบังหน้าอกหน้าใจกันเลย มีทั้งผิวดำและผิวขาวครับ และก็ถูกเซนเซอร์ว่าเป็นหน้าปกแผ่นที่อนาจาร ซึ่งผมก็เห็น
หน้าปกแผ่นรุ่นเก่าแล้ว และเห็นด้วยว่าเป็นสิ่งที่ไม่สมควร หน้าปกชุดนี้ที่ถ่ายลงเป็นหน้าปกในแบบที่เขาเรียกว่าศิลปแบบไซคีเดลิคแท้ๆ
คือการเล่นโทนสีจัดๆตัดกันไปเลย ถ้าได้ลงเป็นรูปสีจะทำให้คุณเข้าใจได้มากเลย
ถ้าเราจะพูดถึงแผ่นชุดยอดๆของ hendrix ก็น่าจะเรียกว่าได้ทุกชุดเลย ไม่ว่าจะเป็นในนามของ experience หรือจะเป็นการประกบกับ...
little richard, isley brothers, lonnie youngblood เป็นต้น แต่รุ่นใหม่ๆหลังจากเขาเสียชีวิตแล้วน่าจะพูดว่าเห็นแก่ได้มาก มีการนำเอา
นักดนตรีในสตูดิโอ ไม่ว่าจะมีฝีมือ ชื่อเสียง มาอัดทับลงไป ถ้าคุณจะต้องเสียเงินจำนวนนั้น เพื่อจะซื้อแผ่นรุ่นใหม่ๆของเขา สู้เอาเงินจำนวน
นั้นมาซื้อแผ่นชุดเก่าๆดีกว่าครับ
ในสมัยที่แผ่นชุดนี้ออก เครื่องซินธีไซเซอร์อาจจะยังไม่กำเนิดด้วยซ้ำ มีมือกีตาร์คนหนึ่งที่ได้รับการยกย่องว่าเสียงกีตาร์ของเขาเฉียบขาด
ยิ่งกว่าเสียงซินธีไซเซอร์ มือกีตาร์คนนั้นชื่อว่า edward van halen จากเพลง eruption ( van halen ) ซึ่งเขาบอกไว้เลยว่าไม่ได้ใช้
เครื่องมือในสตูดิโอช่วย แต่เสียงกีตาร์เช่นนี้ hendrix ก็ทำมาแล้ว ที่จริงแผ่นชุดนี้ก็มีหลายเพลงที่ส่งสำเนียงเช่นนั้น แต่มีเพลงบรรเลงสั้นๆ
เพลงหนึ่งที่เห็นได้เด่นชัดที่สุด คือเพลง...and the gods made love...เสียงซินธีไซเซอร์ที่ว่าแน่ๆชิดซ้ายเลยครับ
jeff beck ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ที่มีเทคนิคกีตาร์ในการใช้ wow box เป็นเลิศคนหนึ่งในวงการกีตาร์ แต่เขาก็นำมาใช้ภายหลังจากที่
hendrix เคยใช้มาแล้วในเพลง voo doo chile ( slight return ) ไม่วาในยุคหลังๆ beck จะดัดแปลงให้เด่นชัดขึ้น แต่ก็ต้องยอมรับว่า
hendrix เป็นผู้ริเริ่มแหวกกฏเกณฑ์ของแนวดนตรีออกมาได้
คุณต้องคำนึงว่าแผ่นนี้ออกเมื่อไร แนวดนตรีสมัยปัจจุบันอาจจะหรูหราฟู่ฟ่ากว่าแผ่นชุดนี้ของ hendrix แต่ผมก็กล้าพูดว่าแผ่นชุดนี้ของเขา
ไม่ล้าสมัยเลย และถ้าคุณไม่เชื่อว่าเขาบุกเบิกแนวดนตรีให้ขยายขอบเขตไปมากมายล่ะก็ ลองฟังเพลง all along the watchtower
ดูซิครับ ซึ่งเป็นผลงานในการประพันธ์ของ bob dylan ซึ่งตอนแรกเพลงนี้เล่นกันในแบบเรื่อยๆ ตามประสาคนที่แต่งเพลงเป็นกวี แต่
ร้องเพลงไม่ค่อยได้เรื่อง เมื่อ hendrix นำเพลงนี้มาเล่นใหม่ในแนวของตนเอง หลังจากนั้น bob dylan ไม่เคยเล่นเพลงนี้ในแนวของตนเอง
เลย แต่กลับไปเล่นในแนวของ hendrix แทน มีมือกีตาร์หลายคนที่นำเอาเพลงนี้ไปเล่นในแนวของ hendrix เช่น frank marino
ชุด tales of the unexpected แต่คนพวกนั้นมัวแต่กังวลความไวของนิ้วมากจนลืมนึกถึงความอ่อนนิ่มของเพลง แต่ถ้าคุณฟัง hendrix
เล่นเสียงกีตาร์ของเขาดิบกว่าอีกครับ แต่ก็ยังมีความนิ่มนวลและความอ่อนไหวอยู่ในเพลงเดียวกันนั้นครับ
อ้อ! เกือบลืมบอกไป experience นอกจาก hendrix แล้วประกอบด้วย mitch mitchell กลอง noel redding เบส และบางเพลงในแผ่น
ชุดนี้ก็มีนักดนตรีเก่งๆมาประกอบเสริมให้ โดยเฉพาะหน้า c ของแผ่นชุดนี้ในเพลง 1983...ได้ chirs wood มาเล่น flute ให้ ผมว่าเพลงนี้
เยี่ยมเอามากๆเลย แต่น่าเสียดายไม่ทราบว่าเนื้อร้องเขาว่าไว้อย่างไร และใจคิดเล่นๆว่า hendrix คงมองโลกในปี 1983 จากคนในยุคของ
เขานะครับ เป็นที่น่าเสียดายเจ้าของเพลงที่ไม่มีโอกาสได้ฟังเพลงของตนเองเลยว่า ปี 1983 โลกจะมีลักษณะแบบที่เขาบรรยาย
( ว่ายังไงก็ไม่รู้เพราะไม่ทราบเนื้อเพลง ) หรือเปล่า
แต่จุดสำคัญของแผ่นชุดนี้ ที่ทำให้ผมมองเห็นว่าชุดนี้ออกไปในแนวไซคีเดลิค ก็เพราะแน่นอนส่วนหนึ่งมาจากนิตยสารเมืองนอก ที่เขาพูดๆ
กันไว้ แต่อีกส่วนหนึ่งมาจากบทความของนิตยสาร quiet storm ( ปีที่ 1 ฉบับที่ 19 ) ที่ว่าอะไรจะตามมาหลังจาก new music?
psychedilic rock ที่จริงบทความชื้นนี้ก็ไม่ได้พูดอะไรมากนัก แต่หลังจากรายชื่อวงที่เขาเอ่ยมา มีวงที่ผมรู้จักอยู่ไม่กี่วง ที่ชัวร์ๆว่ารู้จัก
ได้ฟังผลงานและมีความรู้สึกนิยมชมชอบเอามากๆก็มี psychedelic furs และ ecco & the bunnymen โดยเฉพาะ ecco นี้จากการอ่าน
มาจากหลายที่ เขาก็บอกว่าเป็นไซคีเดลิคนะ ตอนแรกผมมีความรู้สึกว่าไม่ค่อยเชื่อนัก เพราะเคยฟังแนวไซคีเดลิคยุคเก่าๆแบบ...
the doors, grateful dead, frank zappa มันไม่ใช่เช่นนี้ แต่พอมาฟัง hendrix ชุดนี้โดยพินิจพิจารณาจริงๆกันแล้ว ก็ต้องยอมรับกันแล้ว
ว่า ความคิดของผมที่ว่า ไซคีเดลิคคืออะไรค่อนข้างจะคับแคบไปบ้าง ( คนอื่นจะว่าโง่ก็ได้ไม่เป็นไร ) แต่ก็อดที่จะพูดไม่ได้ว่านี่เป็นเพราะ
มีโอกาสได้อ่านบทความเกี่ยวกับไซคีเดลิคว่าคืออะไร และมีโอกาสได้ฟังจริงๆประกอบกันไป จึงทำให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น
อันที่จริงผมก็เข้าใจมานานแล้วว่า ดนตรีแบบ hendrix ชุดนี้เป็น ไซคีเดลิค แต่ก็ไม่ได้เห็นเพลงแนวนี้บ่อยนัก และเมื่อได้ฟังดนตรีโดยเฉพาะ
ของ ecco ประกอบ แล้วหูตาที่ค่อนข้างมืดมัวของตนเองก็ใสสว่างขึ้นมาเยอะครับ ก็เลยขอโปรโมท ecco ให้อีกนิดว่าถ้าใครหา hendrix
ฟังยังไม่ได้ก็ลองเอา ecco ชุด porcupine มาฟังดูซิครับ ถึงเขาจะไม่มีลวดลายกีตาร์ประทับใจแบบ hendrix เป็นร็อคที่มันมากในแบบร็อค
นะดรับ ถึงแม้จะค่อนข้างเครียดไปบ้างก็ตาม แต่พูดกันยังกับว่าแผ่นของ ecco หาฟังกันได้ง่ายๆ
จากที่ผมเขียนมาตั้งเยอะคุณๆสังเกตอะไรไว้หรือเปล่าครับ ถึงจะไม่ได้พูดถึงเพลงอะไรมากมาย ว่า hendrix ได้วางแนวดนตรีรากฐานของ
ปัจจุบันไว้มากมาย ถึงแม้ตัวเขาไม่ได้จงใจหรือเจตนาว่าดนตรีของเขาจะสร้างอิทธิพลให้กับรุ่นหลัง ( ถึงคนรุ่นหลังจะรู้หรือไม่รู้ว่ารับรากฐาน
ของเขามาก็ตาม ) มากมายขนาดนี้ แต่ผลงานที่ดีไม่ว่าจะทิ้งไปสัก 10 ปีก็ย่อมมีคุณค่าเสมอ นี่เป็นผลงานอีกชุดหนึ่งที่มีคุณค่าตลอดกาล
ไม่ใช่เหมาะสำหรับการฟังเฉพาะยุค แต่ดนตรีของ hendrix คือดนตรีที่จะอยู่ไปได้ทุกยุคและทุกสมัย
และนี่คือจุดบกพร่องของการเขียนถึงแผ่นที่สมบูรณ์แบบ เพราะไม่สามารถจะบรรยายถึงความดีเด่นออกมาได้หมด เพราะไม่เช่นนั้นจะกินหน้า
กระดาษมากไป เอากันให้เห็นง่ายๆถึงความดีของแผ่นชุดนี้ คือเพลงทุกเพลงไม่มีท่วงทำนองคล้ายกันเลย แต่ละเพลงต่างมีเอกภาพแห่ง
ความดีเด่นเป็นของตนเอง ถ้าหาซื้อแผ่นชุดนี้ได้ ผลงานชุดนี้น่าสะสมครับ แต่จำไว้อย่างนะครับ คุณจะต้องรับแนวดนตรีเช่นนี้ได้ด้วย
ไม่เช่นนั้นคุณจะเสียดายเงินครับ
side a
1 ...and gods made love...
2 have you ever been ( to electric ladyland )
3 crosstown traffic
4 voodoo chile
side b
1 little miss strange
2 long hot summer night
3 come on
4 gypsy eyes
5 burning of the midnight lamp
side c
1 rainy day, dream away
2 1983....( a merman i should turn to be )
3 moon, turn the tides....gently gently away
side d
1 still raining, still dreaming
2 house burning down
3 all along the watchtower
4 voodoo chile
Attachments:
  • vasin
  • Gold Boarder
  • Posts: 189
Last Edit: 26 May 2011 00:42 by vasin.

Re: นักวิจารณ์ตัวจริงผู้ไร้กาลเวลา​ 05 Jan 2012 04:02 #20321

turn_back wrote:
ขอบคุณคุณvasin มากครับ
ที่อุตส่าห์พยายาม นำผลงานที่ไร้กาลเวลาของคุณพัณณาศิส ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง
ไม่ทราบว่า พี่เขายังอนุญาตให้ลงมาเรื่อยๆ ไหมครับ
เล่นลงมายั่วลิ้นให้หิว..


คาดว่า คุณพัณณาศิสคงไม่ขัดข้อง

แต่ที่ยังไม่มีให้อ่านต่อ คุณวิศินคงไม่มีเวลาพิมพ์มากกว่ามั๊ง 555

ผมก็รออ่านอยู่นะ - Starpics ของตัวเองหายไปกับกาลเวลาหมดละ

ผมก็เป็นแฟนคลับคอลัมนิสต์ที่เก​่าแก่มานานของคุณพัณณาศิสเช่นกั​นครับ 19 Feb 2019 17:00 #45093

คนรุ่นผม ณ วันนี้อายุอานามก็ปาเข้าไปวัยเลข 5 กว่า ๆ แล้วครับ ได้เคยติดตามอ่านคอลัมน์ "เดินตามร่อง" ของคุณ "พัณณาศิส" มาก็นานหลายสิบปีแล้วครับ ตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่นเรียนอยู่ชั้น ม.ศ.ต้น โน่นแน่ะครับ สมัยนั้น Starpics ยังทำฉบับเล็กกว่านี้ และขายราคาประมาณ 20-30 บาทได้มั๊งครับ พอ ๆ กับนิตยสาร Entertain สมัยนี้ั แต่พระยะหลังเขามาปรับเป็นเล่มใหญ่ขึ้นและราคาแพงขึ้น ผมก็ไม่ได้ติดตามซื้ออ่านอีก นอกจากจะเป็นเพราะราคาหนังสือแพงขึ้นแล้ว เหตุผลส่วนหนึ่งก็คือ คอลัมน์ "เดินตามร่อง" ของคุณพัณณาศิส ก็ไม่มีให้อ่านแล้วนั่นแหละครับ ผมยอมรับว่าคุณพัณณาศิส เขาเขียนวิจารณ์ผลงานเพลงของนักร้อง นักดนตรี ที่ออกแผ่นเสียงในยุคสมัยนั้นได้โดนใจมาก ข้อมูลที่เขาเขียนนั้น ทำให้ผมมีความรู้และเข้าใจแนวเพลงต่าง ๆ เพิ่มขึ้นอีกมาก แม้ผมจะไม่มีโอกาสจะหาซื้อแผ่นเสียงราคาแพง ๆ มาฟังได้ แต่ก็ได้ซื้อม้วนเทปของศิลปินต่าง ๆ ที่เขาวิจารณ์ผลงานมาฟังแทนครับ เพราะม้วนเทปมันราคาถูกกว่ามาก คุณภาพเสียงก็พอฟังได้ครับ โดยเฉพาะเทปค่าย 4 Track ที่เขาอัดเสียงได้คมชัดมากพอสมควร แนวเพลงที่ผมชอบก็มีทั้ง Pop, Country, Country Rock, Soft Rock, Disco อะไรประมาณนี้แหละครับ แต่ระยะหลังผมจะชอบหาซื้อเพลงประกอบภาพยนตร์ (Original Sountrack) มาสะสมไว้ฟังครับ ถึงบางเพลงจะเป็นเพลงบรรเลงเท่านั้น แต่มันก็รู้สึกว่าจะไพเราะจับใจ คนรักหนัง และชอบฟังเพลงไปด้วยอย่างเรา ๆ ได้ดีทีเดียว เพราะฟังไปก็นึกถึงบรรยากาศในเนื้อเรื่องของหนังตามไปด้วย เช่น อัลบั้ม Flash Gordon ของวง Queen, Flash Dance, James Bonds, Star Wars ครับ มีอีกวงที่ผมขอบมาก ๆ คือ วง America อัลบั้ม View From The Ground ครับ ส่วนศิลปินอื่น ๆ ที่ผมชื่นชอบก็มี Carpenters, Bee Gees, Cliff Richard, Michael Jackson, Air Supply, Richard Marx อาจจะจาระนัยไม่หมดครับ เพราะชอบหลายคน หรือหลายวง แต่ก็ชอบฟังเพลงสากลแนวอื่น ๆ เพื่อศึกษาแนวเพลงใหม่ ๆ เพิ่มเติมเรื่อยมาครับ น่าเสียดายที่คุณพัณณาศิส เขาไม่เขียนบทความวิจารณ์ผลงานเพลงใหม่ ๆ ออกมาอีกแล้ว หากเป็นไปได้อยากให้เขากลับมาเขียนให้อ่านกันใน Starpics อีกครั้งครับ เพราะผมเพิ่งสมัครเป็นสมาชิกนิตยสารนี้ไปเมื่อเร็ว ๆ นี้เองครับ
  • Ronny
  • Fresh Boarder
  • Master Ronnachit
  • Posts: 1
Ronnachit S.
  • Page:
  • 1
Time to create page: 0.53 seconds